Tuesday, July 08, 2014

Chapter1 The Destination



ผู้คนพลุกพล่าน เดินขวักไขว่ เสียงประกาศเรียกของพนักงานดังกระหึมไม่ขาดสาย แม้จะเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ แต่หัวลำโพง ก็ยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งเข้าและออก  เนื่องจากช่วงหยุดสงกรานต์มักจะเป็นช่วงแห่งความวุ่นวายที่สุดในสากลโลก ฉันจึงมาจองตั๋วล่วงหน้าไว้ก่อน 1 เดือน  ฉันไม่เคยเดินทางโดยการโดยสารรถไฟ ไปในสถานที่ที่ไกลๆ แบบตัวคนเดียวมาก่อน ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก ที่ฉันตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวโดยลำพัง เพียงคนเดียว แรงบันดาลใจ สุดแสนจะพิลึกพิลั่น จุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้  
....แม่น้ำโขง....

ชีวิตความรักของฉันมันสุดแสนจะห่วย เลือนลอย ไร้สาระ งานที่ทำก็เริ่มจำเจ หน้าเบื่อ วิกฤติวัยกลางคนกำลังครอบงำสาวน้อย อายุเยอะวัย 29 อย่างฉัน ฉันต้องการแรงบันดาลใจ ฉันต้องการเชื้อไฟ ฉันต้องการชาร์จแบตเตอรี่ คนรอบตัวแนะนำให้หาโอกาสไปพักผ่อนบ้าง ไปเที่ยวเพื่อหย่อนใจ แต่ฉันรู้ดี นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ  แล้วฉันจะทำยังไงกับสถานการณ์ชีวิตในตอนนี้ สถานะจิตใจตกต่ำ ฉันมีตัวเองเป็นที่พึง และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจตลอดมา ฉันจะปล่อยให้ความเชื่อมั่นนี้จางหายไปไม่ได้ ฉันต้องเรียกมันกลับคืนมา ฉันไม่คิดหวังพึงใคร เพราะฉันเชื่อในตัวเอง 

ฉันไม่ไหว้พระ ไม่กราบรูปปั้น เพราะฉันเชื่อว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ทัศคติของตัวเรา ไม่จำเป็นต้องหาสิ่งใดมาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ตัวของเราเองนี่แหละที่จะนำพาชีวิตให้เป็นไปในรูปแบบที่ใจเราต้องการได้ แต่สิ่งจำเป็นก็คือต้องตั้งมั่นอยู่บนความจริงของชีวิต และยอมรับทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันนั้นให้ได้ แต่ก่อนที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ฉันต้องเข้าใจตัวเองก่อน ว่าฉันกำลังทำอะไร และฉันต้องการอะไร แต่สถานการณ์ตอนนี้นั้นพูดง่ายๆ เลยก็คือ

“I don’t know who/what/where i am”

ฉันเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัย ฉันจะ 30 ในปีหน้า แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โสด เปลี่ยว ไร้สมบัติพัสถาน เสเพล ไปวันๆ พอถึงจุดๆ หนึงของชีวิต ก็เริ่มรู้สึกตะหงิดใจ ว่าทางที่ตัวเองเลือกเดินมันสวยงามและถูกต้องมากน้อยเพียงใด  ในขณะที่เพื่อนๆ บางคนจบ master degree แล้ว บางคนกำลังเรียนต่อ บางคนเรียนอยู่เมืองนอก หลายคนแต่งงานมีครอบครัว มีลูกน้อยน่ารัก ฉันสารภาพว่าฉันรู้สึกอิจฉา  อิจฉาที่ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นมีเป้าหมาย มีคำว่าวันพรุ่งนี้ให้คาดหวัง แต่ก็นะ ฉันมันเกียจคร้านเกินกว่าที่จะทำอะไรๆให้เป็นชิ้นเป็นอันได้ และแน่นอนว่าฉันไม่ต้องการจะทำมันด้วย บางทีฉันอาจจะยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ สิ่งที่คนอื่นมองมาที่ฉัน ฉันไม่เคยยอมรับ และคิดว่าไม่มีใครเข้าใจตัวเราได้ดีเท่าตัวเรา แต่ในความเป็นจริงแล้ว

“ฉันไม่เคยรู้จักตัวเองเลย”


การทำความรู้จักตัวเองนั้นก็มีหลากหลายวิธี หนึงในนั้นคือการเดินทาง ฉันบอกกับตัวเอง และนึกวาดภาพไปว่า ถ้าเราอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย รอบตัวไม่มีคนที่รู้จัก ไปอยู่ในที่ที่เราไม่รู้ว่ากฎระเบียบ สังคมของเขานั้นเป็นอย่างไร เราจะยังเลือกทำ เหมือนกับเวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันของเราหรือไม่ และเราจะตัดสินใจอย่างไร

แน่นอน ฉันไม่ใช่นักธรณีวิทยา ไม่ใช่นักอนุรักษ์ หรือนักวิชาการที่ทำงานโดยตรงเกี่ยวกับแม่น้ำโขง ในช่วงเดือน ธันวาคม จนถึงเดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงหน้าร้อน ที่ทางภาคอีสานมักจะประสบปัญหากับภัยแล้ง โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ท้ายเชื่อน ฉันได้ยินข่าวในทีวีบอกว่า แล้ง แล้งมาก แม่น้ำโขงแห้งเหือด เท่านั้นแหละ จินตนาการอันบรรเจิดเหนือเหตุผลของฉันก็บังเกิดขึน ใช่!! เราต้องไป แม่น้ำโขง 
ฉันเริ่มศึกษาหาข้อมูล จังหวัดที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน จังหวัดที่เปนจุดแรกที่แม่น้ำโขงผ่านเข้ามาในประเทศไทย และจังหวัดสุดท้ายที่มันไหลผ่านไป ลักษณะความตื้นเขินของแม่น้ำในช่วงแต่ละจังหวัดที่ไหลผ่าน สัตว์น้ำประจำแม่น้ำโขง แม้กระทั่งอัตราการไหลของน้ำ ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 10 ผ่านมา ฉันมีความสุขที่ได้หาข้อมูล และศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ บางทีฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไปทำไม มนุษย์ไอทีลูกจ้าง กระจอกงอกง่อยอย่างฉัน ทำงานได้เงินเดือนชนเดือน หมดไปกับสิ่งไร้สาระต่างๆนาๆ เหล้าเบียร์ ช้อปปิ้ง ของสนองความต้องการต่างๆ นาๆ แต่ทุกครั้งที่ดูรายการเกี่ยวกับสารคดีฝรั่ง ไฟในใจของฉันมันจะพลุ่งพล่าน ฉันอยากสำรวจโลก ฉันอยากทำอะไรๆ เหมือนแบบในหนังสารคดีเขาทำกัน แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปให้ถึงจุดๆ นั้นได้อย่างไร สิ่งที่ฉันคิดแล้วทำได้ตอนนี้ก็คือการเดินทางไปเยือน ไปสัมผัส ไปเห็นด้วยตา เพื่อความภาคภูมิใจส่วนตัว เหมือนเราได้เลียนแบบการทำสารคดี จุดหมายการท่องเที่ยวของฉันอาจไม่เหมือนใครๆ ฉันเจาะจงจะไปแม่น้ำโขง จากนั้นฉันจึงหาข้อมูลว่าฉันจะต้องเดินทางอย่างไร ผ่านจุดไหน เพื่อไปที่จุดไหนบ้าง อำนาจแห่งแม่น้ำโขง ฉันกำลังถูกมันกำหนดเส้นทางการก้าวเดินชีวิตโดยไม่รู้ตัว


หลังจากศึกษามาอย่างหนักหน่วง... ฉันคิดว่ามากพอนะ สรุปรวมก็ได้เส้นทาง กรุงเทพ เชียงใหม่ สบรวก เชียงของ จากนั้นก็เลาะตามริมโขงมาเรื่อยๆ จนมาถึงหนองคายแล้วก็กลับกรุงเทพ หรือถ้ายังพอมีเวลา อาจไปถึงนครพนม โดยกำหนดช่วงระยะเวลาในช่วงสงกรานต์ บวกกับลาพักร้อนเพิ่มอีกสักสองสามวัน ฉันหาข้อมูลล่วงหน้าก่อนเป็นเดือนๆ แต่มาวันนี้เป็นสิ่งเดียวที่ยืนยัน และการันตีว่าฉันได้เตรียมตัวแล้ว นั่นคือการมาจองตั๋วรถไฟตู้นอนไปเชียงใหม่ ช่วงสงกรานต์มีเพื่อนร่วมงาน เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดที่เชียงราย ฉันถือโอกาสนี้เป็นสิ่งหนึง ในทริปที่จะไป คือหลังจากที่ถึงเชียงใหม่แล้ว ฉันจะจับรถไปเชียงรายเพื่อไปพบกับเพื่อน และเราจะขับรถไปที่เชียงแสนหรือสบรวกด้วยกัน พักที่เชียงแสน 1 คืน จากนั้นเราก็จะแยกกัน เพื่อนๆฉันขับรถกลับไปตัวเมืองเชียงราย ส่วนฉันก็จะนั่งรถโดยสารต่อมาที่เชียงของ  นี่คือทั้งหมดที่ฉันวางแผนเอาไว้ ต่อจากเชียงของแล้ว ฉันไม่มีแผนที่แน่ชัดในสมองเท่าใดนัก มีเพียงแค่เส้นทางลางๆ ที่วางเอาไว้ในจินตนาการ  ถึงจะพร่าเบลอในความคิดสักเพียงไหน ฉันก้อจะไม่ถอยหลังหรือยกเลิกมันไป และในตอนนี้ตั๋วรถไฟตู้นอน กรุงเทพ- เชียงใหม ก็อยู่ในมือของฉันเรียบร้อยแล้ว 

No comments: